วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

เด็กขี้กลัว แก้ไขอย่างไร

 ความกลัวของเด็กมีให้ผู้ใหญ่เห็นได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงขวบ ที่เห็นชัดก็คือ กลัวการพลัดพราก หรือเรามักจะเรียกว่า อาการติดแม่ เมื่อโตขึ้นมามีการเรียนรู้มากขึ้น รู้ประสามากขึ้น ก็มีความกลัวหลากหลายขึ้น เหตุที่ทำให้เกิดความกลัวก็แตกต่างกันไป แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ อาการกลัวที่มากจนเกินไป ทำให้มีผลต่อพฤติกรรมด้านอื่นๆ หรือถ้าโตขึ้นไปก็เป็นปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมทีเดียว

  เรามารู้จักความกลัวของเด็กๆ เพื่อแก้ไขไม่ให้เด็กกลัวมากเกินไป และให้กลัวในบางสิ่งบางอย่างกันค่ะ

กลัว...พฤติกรรมปกติของมนุษย์
 มนุษย์เราต้องมีความกังวลหรือความกลัว เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ธรรมชาติของเด็กจะกลัวสิ่งต่างๆ สูงสุดในช่วง 3-5 ปี และจะมีพัฒนาการเรื่องความกลัวที่เป็นไปตามช่วงวัย การกลัวคนแปลกหน้า กลัวความมืด ในเด็กวัยนี้ ก็ถือว่าเป็นความกลัวตามปกติ แต่ถ้าความกลัวมีมากเกินไปและติดตัวจนเข้าสู่วัยรุ่นก็ก่อให้เกิดผลเสียอื่นๆ ตามได้


กลัว..อะไรบ้าง
 มานึกถึงผู้ใหญ่อย่างเราๆ มีอาการกลัวสารพัด ทั้งกลัวความสูง กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความมืด กลัวผี เด็กๆ ก็ไม่ต่างกัน มีความกลัวแตกต่างกันออกไป
 กลัวการแยกจาก จะพบได้บ่อยมากในเด็กวัยนี้ เป็นความวิตกกังวลว่าจะไม่ได้เจอพ่อแม่ จึงทำให้มีปัญหาติดแม่ ไม่ยอมไปโรงเรียน ถ้าเป็นมากเด็กจะมีอาการทางกายเช่น ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน หรือปวดท้องบ่อยๆ
 กลัวคนแปลกหน้า นับเป็นเรื่องธรรมดาของวัยเด็กเล็ก แต่ถ้าโตขึ้นมาแล้วยังมีปัญหานี้อยู่ เด็กจะมีลักษณะไม่พูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นต้น
 กลัวบางสิ่งบางอย่าง เช่น กลัวสุนัข กลัวหุ่นแมสคอต กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวผี กลัวความมืด เป็นต้น


สาเหตุที่ทำให้...กลัว
1. การพูดขู่ การหลอก หรือทำให้เด็กตกใจอยู่บ่อยๆ มีความรู้สึกฝังใจกับเรื่องนั้นๆ จากสาเหตุนี้คนที่เป็นต้นเหตุคือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กนั่นเอง
2. พ่อแม่ หรือคนที่อยู่ใกล้ชิด มีอาการวิตกกังวล หรือเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นเป็นประจำ เช่น คุณแม่กลัวแมลงสาป เมื่อเห็นแมลงสาปทีไร ต้องวิ่งหนี กระโดดหนี หรือร้องเสียงดังทุกครั้ง
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างมาก หรือกระทบใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกตีอย่างแรง ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  หรือได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรงมาก่อนจึงทำให้รู้ไม่ปลอดภัย ต้องคอยระแวง ระวังไว้ก่อน
4. ขาดความอบอุ่น ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่มีการฝึกทักษะด้านต่างๆ ขาดความมั่นใจ
5. พื้นฐานอารมณ์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เด็กบางคนนิ่งๆ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก บางคนกล้าเจออะไรใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว


เปลี่ยนกลัว... ให้กล้า
 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างดูเป็นเรื่องยาก ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา และวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่เด็กๆ ก็เปรียบเสมือไม้อ่อน ที่ยังสามารถดัดได้ แก้ไขได้ แม้จะต้องอาศัยความใจเย็น และอดทนของผู้ใหญ่ที่คอยให้ความช่วยเหลือเป็นสำคัญนั่นเอง
  - ปรับความคาดหวัง พ่อแม่ ไม่ควรคาดหวังลูก ให้มีความกล้าเหมือนเด็กคนอื่น หรือเหมือนที่ตนเองตั้งใจ เพราะความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นความกดดันลูก และทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองได้ ข้อที่ควรจำเป็นอันดับแรก คือ เข้าใจธรรมชาติของลูกว่ามีความกลัวมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
  - ไม่พูดข่มขู่ ทั้งคำพูดและท่าทางที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกอย่างรุนแรงจะไปเพิ่มความหวาดกลัวให้ลูกดังนั้นจึงใช้วิธีการพูดที่อ่อนโยน การใช้เหตุผลที่เหมาะกับวัยในการพูดคุยกับลูกมากกว่า รวมถึงการพูดหลอก พูดขู่ต่างๆ เช่น “ไม่กินข้าวเดี๋ยวให้ตำรวจมาจับ” “ดื้อมากเดี๋ยวให้หมดฉีดยาเลย” “ไม่หลับตานอนมืดๆ แล้วตุ๊กแกจะมากินตับ” ประโยคเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กเกิดความกลัว และมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น
  - ปลอบใจลูกเสมอ เมื่อลูกเกิดความกลัว ต้องปลอบโยนบอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ
  - ฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป และในด้านความคิด ต้องหมั่นให้ลูกตัดสินใจทำด้วยตัวเอง รู้จักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจ 
  - ไม่เร่งจนเกินไป การลดความหวาดกลัวของเด็ก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรตั้งระยะเวลาเอาไว้ หรือจะให้ลูกหายกลัวภายในกำหนดของผู้ใหญ่ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะการปรับตัวไม่เท่ากัน และต้องให้ลูกเผชิญสิ่งที่ลูกกลัวทีละน้อย คอยให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ


 ความกลัวก็ใช่ว่าจะเป็นผลเสียไปซะหมด เพราะการกลัวบางอย่างเป็นผลดี เช่น กลัวอันตราย จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งเรื่องเช่นนี้พ่อแม่ต้องสอนแบบเด็ดขาด คือ ใช้ลักษณะคำสั่งห้ามถ้าสิ่งนั้นๆ จะทำให้เกิดอันตราย เช่น การเล่นปลั๊กไฟ หรือของมีคมต่างๆ เป็นต้น ส่วนการกลัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรมีไว้ประจำใจคือ กลัวบาป ถ้าคนในสังคมกลัวบาป ก็จะช่วยกันสร้างความดี สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

 
ทําอย่างไรดี
เมื่อลูกขาโก่ง
 

ทําไมเบบี๋จึงขาโก่ง?
โดยทั่วไปแล้วเมื่อเบบี๋คลอดออกมา คุณแม่หลายท่านอาจสังเกตเห็นว่าขาและเข่าของลูกโก่งหรือโค้งงอเล็กน้อยทั้งสองข้างหรือข้างเดียว หรือปลายเท้าบิดเข้าด้านใน ซึ่งอาการนี้มักพบได้บ่อยในทารกแรกเกิด สาเหตุที่ทําให้ลูกขาโก่งอาจเกิดขึ้นเพราะตอนที่อยู่ในท้องแม่ในระยะสุดท้ายก่อนคลอด ตัวเด็กใหญ่ขึ้นจึงต้องเบียดตัวเองให้อยู่ในมดลูกที่มีเนื้อที่จํากัด ทารกส่วนใหญ่จึงมักจะอยู่ในท่าขัดสมาธิและงอสะโพกให้มากที่สุด

ในช่วงแรกเกิดถึงขวบปีแรก เบบี๋จะมีอาการขาโก่ง ซึ่งอาการนี้ จะค่อยๆ คลายออกตามธรรมชาติและการเจริญเติบโต เมื่อลูกเริ่มใช้เข่าหัดคลานหรือหัดเดิน ก็จะทําให้ข้อสะโพกแข็งแรงขึ้นและกระดูกจะค่อยๆ ปรับตัวเองให้ตรงขึ้น ทําให้อาการขาโก่งหรือเข่าโค้งปรับเข้าสู่ปกติได้เองเมื่อลูกอายุ 18-24 เดือน ดังนั้น ถ้าลูกขาโก่งในช่วงทารกถือว่าเป็นภาวะปกติทางสรีระร่างกายค่ะ

สังเกตขาของเบบี๋..ขาโก่งแบบนี้ปกติไหม?อาการขาโก่งของเบบี๋ คุณแม่สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ค่ะ โดยถ้าเป็นอาการขาโก่งปกติมักจะเป็นตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งขาและเข่าจะโก่งหรือโค้งงอเท่าๆ กันทั้งขาซ้ายและขาขวา หากคุณแม่คอยสังเกตไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าขาของลูกจะตรงขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเริ่มโตขึ้นค่ะ

ทั้งนี้ ถ้าเป็นอาการขาโก่งตั้งแต่แรกเกิดในลักษณะนี้ คุณแม่ไม่จําเป็นต้องดัดขาเพื่อให้ขาของลูกตรง เพราะขาของลูก จะตรงเป็นปกติได้ตามวัยอยู่แล้ว

อีกสาเหตุหนึ่งของอาการขาโก่งของเบบี๋ เกิดจากความผิดปกติหรือผิดรูปของกระดูก โดยคุณแม่สามารถสังเกตขาของลูกได้ ดังนี้
• ขาทั้ง 2 ข้าง มีความโก่งไม่เท่ากัน
• ขาโก่งหรือบิดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ตรงขึ้นตามอายุ
• ขาโก่งมากในบางตําแหน่ง โดยมุมที่โก่งหักเป็นมุมแหลม
• ขาโก่งร่วมกับตัวเตี้ย (ต้องวัดส่วนสูงและเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยตามวัย)

นอกจากนี้ โรคกระดูกบางโรคอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรม และถ้าลูกตัวอ้วนมากก็ทําให้มีโอกาสป่วยเป็นโรคกระดูกงอหรือขาโก่งได้ง่าย ซึ่งคุณแม่ต้องสังเกตสัดส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ลูกประกอบด้วย ดังนั้น หากลูกมีอาการขาโก่งไม่หายตามวัยและคุณแม่ไม่ทราบสาเหตุ ก็ควรพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อตรวจดูให้แน่ใจ เพื่อจะได้รักษาอาการได้ง่าย เพราะหากพบว่า ลูกมีอาการผิดปกติของกระดูกเมื่อลูกโตแล้ว การรักษาจะยากยิ่งขึ้นเพราะกระดูกของลูกเริ่มแข็งขึ้นแล้วค่ะ
 
ป้องกันไม่ให้เบบี๋ขาโก่งได้อย่างไร?
หากลูกขาโก่งไปตามพัฒนาการของขา คุณแม่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลและปล่อยไปตามธรรมชาติดีที่สุด แต่คุณแม่สามารถ ป้องกันไม่ให้ลูกน้อยขาโก่งมากขึ้นหรือกระดูกขาผิดรูปได้ ดังนี้

• ให้ลูกได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถ รักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมในเลือดและในกระดูก ถ้าขาดวิตามินดีจะทําให้เกิดโรคกระดูกอ่อน ขาจะโก่งหรือถ่าง เนื่องจากไม่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ โดยวิตามินดีจะมีอยู่ในอาหาร เช่น นม ตับสัตว์ ไข่แดง เป็นต้น และคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปเดินเล่นนอกบ้านเพื่อรับวิตามินดีจากแสงแดดยามเช้าบ้าง ก็จะช่วยเสริมสร้างกระดูกของลูกน้อยให้แข็งแรง

• การดัดหรือยืดขาทารกเบาๆ หลังอาบน้ำอาจไม่เกี่ยวกับการโก่งหรือไม่โก่งของขา แต่การดัดหรือยืดขาของลูกเบาๆ จะช่วยให้ลูกได้ยืดเส้นยืดสาย ทั้งนี้คุณแม่อาจใช้วิธีการนวดคลึง เบาๆ บริเวณขาของลูก ก็จะช่วยให้ขาของลูกแข็งแรงและลูกก็จะสบายตัวยิ่งขึ้นค่ะ

• นอกจากการนวดหรือดัดขาของลูกแล้ว คุณแม่ต้องคอยจัดท่านั่งและท่านอนของเบบี๋ให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง เพื่อจะไม่ทําให้ เกิดการโค้งงอหรือการผิดรูปของกระดูก
T i p s :  การยืดและนวดขาให้ลูกน้อย คุณแม่สามารถทําได้ง่ายๆ ดังนี้
 
• นวดขาลูกทีละข้าง โดยจับขายกขึ้นแล้วใช้มืออีกข้างจับรอบขา นวดคลึงเป็นวงกลม เริ่มจากต้นขาค่อยๆไล่ไปปลายเท้า แล้วใช้หัวแม่มือกดฝ่าเท้าลูกเบาๆ จากนั้นใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างคลึงขาลูกไปมาเบาๆ โดยให้สองมือของคุณแม่สวนทางกัน เริ่มจากหัวเข่าไล่ไปจนถึงข้อเท้า คลึงไปมา 5-10 ครั้ง

• คุณแม่อาจใช้มือจับขาของลูกและเหยียดให้ตรง หลังอาบน้ำ หรือถ้าเบบี๋อายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้ว คุณแม่สามารถทําท่าถีบจักรยานให้ลูกได้ โดยให้ลูกนอนหงาย คุณแม่นั่งอยู่ตรงปลายเท้าของเบบี๋ แล้วจับที่น่องขาขวาและขาซ้ายข้างละมือ จากนั้นค่อยๆ งอเข่าดันไปที่ท้องหรือหน้าอก แล้วเหยียดออก ทําทีละข้างก่อน 5-10 ครั้ง แล้วจึงทําพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ซึ่งท่านี้จะช่วยให้ข้อเข่าของเบบี๋แข็งแรง

• หากเบบี๋อยู่ในวัยที่สามารถคลานหรือเริ่มหัดเดินแล้ว คุณแม่สามารถทําท่าแยกขาให้ลูกได้ โดยคุณแม่นั่งด้านหลัง ลูก แล้วจับขาลูกทั้งสองข้างค่อยๆ แยกออกด้านข้าง จากนั้นให้ลูกโน้มตัวไปด้านหน้า โดยที่คุณแม่ยังจับขาไว้ ซึ่งท่านี้จะช่วยให้เด็กได้ยืดตัวมากขึ้นและช่วยดัดขาให้ตรงขึ้นด้วย

• ในขณะที่นวดหรือยืดขาของลูก หากลูกร้องหรือขาแดง แสดงว่าคุณแม่ออกแรงมากเกินไปจนทําให้ลูกเจ็บ ให้หยุดนวดหรือนวดให้เบาลงค่ะ

นิทานข้างหมอนลูก


ศึกมังฉงาย

  
   มังฉงายวางกล่องเปล่าลงตรงหน้าตู้เสื้อผ้า วันนี้จะหาเสื้อไปบริจาค เพราะอาจารย์สอนมาว่าความโลภอย่างละเอียดนั้น ก็คือการที่เราติดพันผูกใจอยู่กับทรัพย์ของตนมากจนเกินไป เช่น เสื้อผ้านี่แหละ เป็นต้น ให้รู้สึกอยากจะหัดเลิกความติดพันนี้เสียบ้าง ไม่น่ายาก เรียนแล้วก็ต้องลองทำ


   หยิบเสื้อที่ไม่เคยใส่มานานออกมาชูดู เอ๊ะ ตัวนี้ก็สวย ยังดูดีด้วย เอาไว้ใส่ได้ เก็บก่อนการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรี่อยๆๆๆๆ ในที่สุด มังฉงายก็ยกกล่องเปล่าไปเก็บ
  
   ต่อๆ มา ตอนเช้าจะรีบไปทำงาน เปิดตู้ออกมาเจอแต่ตัวที่วันนี้จะไม่ใส่ อยากใส่ตัวที่หาไม่เจอ หัวมุดไปมุดมาอยู่ในตู้จนเหงื่อซก อ้าวตัวนี้ก็มีด้วยเหรอ ลืมไปแล้ว แต่ไว้ก่อนยังไม่ใช่ตัวที่อยากใส่ พอดีเจอตัวที่อยากใส่ก่อนหน้ามืดชั่วอึดใจเดียว


    การณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดมังฉงายก็เบื่อความเต็มตู้อยากบริจาคอีก แต่ก็ต้องยกกล่องเปล่าไปเก็บเหมือนเดิมอีก 2 ครั้ง ให้นึกตะขิดตะขวงใจขึ้นมากับคำว่า โลภแบบละเอียดของอาจารย์ เอ..มันชักทำยาก

  
   อย่ากระนั้นเลย เสียชื่อมังฉงาย คราวนี้เอาใหม่ โทรศัพท์ไปหาเกลออ้อน บอกให้ช่วยสงเคราะห์มารับกล่องเสื้อผ้าไปไว้บ้านนะเวลาไปต่างจังหวัดช่วยติดรถไปแจกคนยากจนให้ด้วย เกลออ้อนใจดีรับคำ บอกว่าไปเดี๋ยวนี้เลย นายรีบยกลังลงมา

  
   นัดกันเสร็จ มังฉงายยกทัพไปที่ตู้เสื้อผ้า ตั้งกติกามารยาทว่า เอาเสื้อที่ทั้งปีมายังไม่เคยใส่เลยนะแหละไป ต้องเชื่อใจการตัดสินใจตอนเช้ากันหน่อยซี่ นี่ปีหนึ่งแล้วยังไม่เคยอยากใส่ แล้วมันจะไปอยากกกกก ตอนไหนเนี่ย

  
   รีบๆ หน่อย มังฉงายบอกตัวเอง ก่อนที่ผู้คุมวิญญาณจะมาชักใยความห่วงหาอาวรณ์อีก ดูแล้วห้ามคิดว่ายังสวยอยู่ เดี๋ยวไม่ได้ไป เอากฎข้อเดียวคือ ปีนี้ไม่เคยใส่ หยิบแล้วลงกล่อง ไม่นานก็เต็มกล่อง รีบปิดกล่องแล้วยกลงข้างล่าง ยืนแป๊บเดียวรถของเกลออ้อนก็เฉี่ยวมารับของเสร็จก็รีบไป จะกลับไปดูการแข่งกีฬา


   มังฉงายกลับขึ้นไปอาบน้ำสระหัวอยู่นาน รู้สึกโล่ง ดีใจ พิชิตตู้เสื้อผ้าสำเร็จ เปิดตู้เสื้อผ้า ลิ้นชักมีเสื้อผ้าวางพอเหมาะ ไม่ล้นและไม่ยุ่งดูดีจัง ราวแขวนเสื้อก็สบายๆ ไม่แน่น ดูความรู้สึกตัวเองก็เฉยๆ ไม่อาลัยอาวรณ์อะไร เพราะจำไม่ได้ว่าตัวไหนไปมั่ง ช่างมันเถอะ จำไม่ได้ก็ดีแล้ว มังฉงายยิ้มเท่ให้ตัวเองเป็นรางวัลแก่ผู้พิชิตในศึกครั้งที่ 4 นี้